กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง

การว่าจ้างให้โรงงานอื่นซึ่งไม่ใช่โรงงานของบริษัทตนผลิตสินค้าให้ หรือวางจำหน่ายสินค้าในร้านที่ไม่ใช่ร้านของบริษัทโดยตรง หากมองในแง่ของการลงทุนอาจถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักร หาสถานที่ปฏิบัติงาน จ่ายค่าบริหารจัดการ และไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยง แต่หากมองในแง่ของการบริหารแบรนด์ถือว่าไม่เหมาะสม หรือหากจะพูดชัดๆ ก็คือเป็นการฆ่าตัวตายดีๆ นี่เอง
บริษัทแบรนด์พื้นฐานของ LVMH Group ไม่ส่งเสริมการออกใบอนุญาต (License) และได้เปลี่ยนระบบการขายกระเป๋าแบรนด์เป็นการบริหารโดยตรงเพราะมีวัตถุประสงค์ในการผลิตสินค้าคือ จะไม่ส่งสินค้าเอาท์เลต (Outlet: สินค้าที่นำออกมาขายจากโรงงานโดยตรง) ออกมาขาย ส่วนวัตถุประสงค์ในการขาย คือ การทำให้กิจกรรมทางการตลาดสอดคล้องกัน และมี Merchandising ที่เหมาะที่สุด (Merchandising: กิจกรรมเสนอขายสินค้าของบริษัท ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยราคา และปริมาณที่เหมาะสม ถือเป็นกิจกรรมทางการตลาดอย่างหนึ่ง)
สายน้ำควรจะมีแค่สายเดียว เพราะการควบคุมไม่เอ่อล้นเป็นสิ่งสำคัญ ในกรณีที่มีสินค้าเอาท์เลตออกมาในกระแสน้ำ (การผลิต) แล้วสายน้ำเกิดแยกออกเป็นสายเล็กๆ มากกว่า 2 สาย ถึงแม้จะมีระบบควบคุมการเอ่อล้นใต้น้ำ (การขาย) แต่สายน้ำที่แยกออกเป็นหลายสายก็เอ่อล้นจนกลายเป็นน้ำท่วมในที่สุด
ตอนเริ่มผลิตจะประเมินว่าคงมีของเสียเกิดขึ้น จึงเริ่มผลิตด้วยจำนวนที่มากกว่าจำนวนที่จะส่งมอบในขั้นตอนสุดท้ายเล็กน้อย แต่เกิดโชคดีที่ของเสียมีไม่มาก จึงมีสินค้าสำเร็จรูปเกินกว่าจำนวนที่จะส่งมอบ เมื่อส่งมอบสินค้าตามจำนวนที่วางแผนไว้เสร็จสิ้นแล้ว ของที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร สินค้าจะไม่ถูกส่งมอบไปยังบริษัทของแบรนด์ ด้วยเหตุที่ว่าตัวสินค้าเองก็เหมือนของแท้ทุกอย่าง เพียงแต่จะไม่ส่งผ่านไปยังช่องทางการขายปกติเท่านั้น สินค้าที่เหลือเหล่านี้จึงกลายเป็นสินค้าเอาท์เลตในที่สุด

Louis Vuitton, Hermés, Chanel และ Rolex ควบคุมแต่ละกระบวนการผลิตจนถึงการจัดจำหน่ายเข้มงวดมาก จนได้รับคำยกย่องว่าไม่มีทางที่จะมีสินค้าเอาท์เลตออกมา ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นเพราะนาฬิกาหรือกระเป๋าแบรนด์เหล่านี้มีช่างฝีมือที่ฝึกสอนมาเอง และผลิตสินค้าอยู่ที่โรงงานของตัวเอง

กระบวนการผลิต Louis Vuitton ใช้หลักการสะอาดและบริสุทธิ์ สินค้าที่ผลิตได้จะขายเฉพาะที่ร้านซึ่งเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยมีร้านที่บริหารโดยตรงของแต่ละพื้นที่ในโลกเป็นศูนย์กลาง
อนึ่ง การที่ร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองและตัวแทนนำเข้ารายย่อยจะใช้คำว่า “ของใหม่” นั้นดูออกแปลกๆ หากยึดตามหลักภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้อง ตอนแรกที่สินค้าวางอยู่ในร้านของ Louis Vuitton เท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น “ของใหม่” นอกเหนือจากนั้นจะต้องเรียกว่า “ของที่ยังไม่ได้ใช้” หรือ “ของที่ยังไม่ได้แกะ”
ถ้ายอมรับโครงสร้างที่ว่านี้ได้ แล้วสามารถยกเลิกการผลิตแบบเดิมๆ ถึงแม้การผลิตสินค้าและกระจายสินค้าด้วยตนเองจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นบ้าง ก็ต้องยอมจ่าย ถ้าคิดว่าเป็นต้นทุนในการควบคุมและรักษามูลค่าของกระเป๋าแบรนด์ให้อยู่ในระดับสูงต่อไป